[FIC B2ST]Passionate chp.24 :: sweet time

posted on 22 Sep 2011 15:32 by nimukii in fiction
Passionate chp.24
 
sweet time
 
 
 

เพราะเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในร้านทำให้หลายชีวิตมีโอกาสได้มีเวลาเดินเอ้อระเหยลอยชายชมแสงสีก่อนถึงห้องพัก เพราะก่อนหน้านี้กว่าที่ตัวเองจะได้กลับห้องก็ปาไปเกือบเช้า แถมยังไม่มีโอกาสได้นั่งรถประจำทางหรือเดินชมแสงสีหรอก ก็ร้านรวงต่างๆ มันปิดไปแล้ว อารมณ์เสร็จจากงานมันก็เหนื่อยเสียจนต้องเรียกแท็กซี่กลับห้องทุกคืนจนไม่มีอารมณ์จะมองจะดูอะไร แต่สำหรับคืนนี้...

อี ชางชอน ได้เดินแกร่วจนเปรมล่ะ!

ร่างสูงของเขาเดินก้าวเท้าสบายๆ มองดูนาฬิกาที่ข้อมือมันก็แค่ห้าทุ่มนิดๆ ไม่เคยเลิกงานเร็วขนาดนี้นะ แต่ก็ถือว่าโอเคล่ะ เดินไปเรื่อยเปื่อยน่าจะดีที่สุด ทอดอารมณ์ไปเรื่อยๆ เผื่อคิดสูตรค็อกเทลแก้วใหม่ได้

เกี่ยว?

เหมือนจะไม่นะ แต่...ชิลล์?

แต่พูดถึงค็อกเทลรสใหม่ เขาก็มีอีกหลายสูตรที่ยังไม่ได้เอาเข้าไปไว้ในเมนูของร้าน ซึ่งวันนี้ไม่รู้ฮยอนซึง พ่อเจ้าของร้านคนสวยจะสังเกตหรือเปล่าว่าเขาแอบผสมค็อกเทลรสใหม่ไปหลายแก้ว แต่ที่ได้ลิ้มรสมีแค่คนเดียวนะ ไม่รู้ว่าจะถูกลิ้นหรือเปล่า ก็เห็นสั่งไปหลายแก้วอยู่อาจจะชอบก็ได้...

ไม่รู้ตอนนี้เป็นไงบ้าง...

อี ชางชอนถอนหายใจ ทอดช่วงขายาวไปตามฟุตบาต เอื่อยเฉื่อยไปตามเรื่องตามราวก่อนจะชะงักกึก เมื่อสายตาจับภาพของใครบางคนที่แสนคุ้นตา

ร่างผอมบางของใครบางคนที่นั่งห้อยขาออกมานอกประตูรถสปอร์ทคันหรูที่จอดอยู่ริมถนน ศีรษะโครงเครงไปมาคออ่อนคอพับเหมือนกับไม่ได้สติ... แต่เพียงแค่ภาพมัวๆ อีจุนก็จำได้...

ขาประจำของจุนฮยองนี่หว่า...ออกมาไม่ถึงสองชั่วโมงทำไมเมาแอ๋อย่างนั้นเล่า

ไวเท่าความคิดสองขาเร่งเข้าไปดูอาการ ร่างสูงทรุดลงนั่งตรงหน้าที่ก้มมองพื้นของหนุ่มหน้าสวย อยากเอามือไปสะกิดอยู่หรอกนะ แต่อีกฝ่ายนิ่งสนิทมาก ทำเอาคิดละว่า...ศพหรือเปล่า?

แต่พอจะตัดสินใจจะเขย่าร่าง อีกฝ่ายก็ดันพูดสอดขึ้นมาเสียก่อน ราวกับรู้ว่ามีคนมานั่งอยู่ตรงนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ราวกับหมดสติ

“อย่ามายุ่งกับฉันนะคนยิ่งเมาอยู่” ยังดีนะที่รู้ตัวว่าเมาน่ะ

“ไหวมั้ยเนี่ยคุณ” คนเมาที่ยังก้มหน้าก้มตาอยู่นั้นนึกฉุนไม่น้อย ก็บอกไปอยู่แหม่บๆ ว่าเมา ยังจะถามอีกว่าไหวมั้ย?  ไอ้นี่ท่าจะว่า...ศพหรือเปล่า?

่มหน้าสวยบ้า ถ้าไหวก็ขับรถกลับแล้วสิวะ

“บ้าปะ ถ้าไหวจะจอดเหรอ แต่นายคงไม่ได้บ้าที่ถามอย่างนี้ ดูเหมือนจะโง่มากกว่า” ขนาดเมานะ ปากยัง...

“ผมก็เรียนไม่ค่อยเก่งหรอก สงสัยโง่อย่างที่คุณว่าแหละ” ฮงกิเงยหน้ามาปรือตามองคนพูด

“อะไรวะ” เสียงอ้อแอ้ของเขามันไม่ค่อยเป็นใจให้ใครเข้าใจสักนิดว่าเขากำลังหงุดหงิดที่โดนใครสักคนที่ดูจะจู้จี้มาเซ้าซี้ ดวงตาสวยปรือมองอีกฝ่าย พร้อมกับขมวดคิ้ว... คุ้นหน้าแต่จำไม่ได้...

ช่างแม่ง...กูเมา

“ว่างปะ” คนเมาถามอีก ตาปรือจนลืมแทบไม่ขึ้น แต่เพราะความรู้สึกที่ว่าคุ้นหน้าใครคนนี้เหลือเกินแม้จะนึกไม่ออกก็ตาม ทำให้สติที่ไม่ค่อยจะมีตอนปรกติ ทำงานผิดปรกติหนักเข้าไปอีกตอนที่มีแอลกอฮอล์มากเกินในเส้นเลือดจน...เหมือนจะ..ทำอะไรไม่คิดสักหน่อย

“ขับรถให้หน่อยสิ ขับไม่ไหว” ชวนกันง่ายๆ แบบนี้?

“ขับให้ได้นะ แต่ผมไม่มีใบขับขี่ แล้วบ้านคุณอยู่ที่ไหน?”

“อย่าถามมากได้มั้ย ขับๆ ไป ขึ้นฝั่งโน้น” คนเมาหงุดหงิดใส่ก่อนจะขยับตัวขึ้นไปนั่งบนรถดีๆ แล้วปิดประตูใส่ อีจุนก็ยังงงๆ อยู่ว่า ก่อนหน้านี้ฮงกิขับรถมายังไง? หรือใครขับให้ ทำไมถึงไปนั่งอยู่ฝั่งข้างคนขับซะงั้น? แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะถามอะไร ร่างสูงของเขาเดินขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัยในรถคันหรูก่อนจะเริ่มสตาร์ทเครื่อง..

“แล้วจะให้ผมไปส่งที่ไหน...” คนเมาเอนศีรษะกับเบาะรถแล้ว ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินคำถามนั้น...ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดแต่ไม่ยอมลืมตาตื่น

“ขับๆ ไปเถอะน่าเดี๋ยวก็ถึงนายก็เคยไปออกบ่อย”

อ่าว! พ่อคู๊ณณณณณ คิดว่าเขาเป็นใครวะครับ ไอ้ที่ไปบ่อยๆ นะร้านที่ทำงานอยู่กับห้องพักของตัวเองนั่นแหละ...

คิดได้พอจะถามย้ำก็กลายเป็นว่าอีกฝ่ายก็จิ้มนิ้วที่เครื่องเสียงในรถกระหน่ำเพิ่มวอลลุ่มแล้วหลับตาเลิกสนใจเขาอีก...

ฉิบ...

หาย...

แล้ว...

กูจะไปส่งถูกมั้ยครับ ยิ่งโง่ๆ อยู่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

.................................................................

ฮยอนซึงนั่งนิ่งอยู่ในร้านที่ตอนนี้ไม่มีแขกเหลือสักคน โต๊ะเก้าอี้ถูกเก็บไว้อย่างเรียบร้อย ไม่มีแสงไฟสว่างจ้า มีเพียงที่เปิดไว้ตรงเคาน์เตอร์บาร์ที่เขามักจะนั่งอยู่เป็นประจำ

ร้านที่พ่อกับแม่ของเขาสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก และ ร้านที่เขาดูแลมาตลอดหลายปีนี้...

“ผมไม่มีปัญหาหรอก อยู่ที่การตัดสินใจของคุณ ถ้าว่าดีก็ตามนั้น” นั่นคือเสียงของยูนที่พูดกับเขาหลังจากที่ลงจากรถคันหรูแล้วเห็นเขารอเพื่อคุยธุระอยู่

“แต่คงอีกสักพักถึงจะบอกทุกคน”

“จินอุนไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ย?” ฮยอนซึงส่ายหน้า

“เขาก็พูดเหมือนกับพี่นั่นแหละครับ” ยูนแค่พยักหน้า...

“แต่แน่ใจจริงๆ นะ”

“ครับ” ตอบแล้วก็เดินคู่กับร่างสูงของยูนเข้ามาในร้าน แล้วเปลี่ยนมาคุยเรื่องของการประมูลโฮสต์เมื่อมาถึงเคาน์เตอร์....

ดวงตาสวยปิดลงช้าๆ สูดกลิ่นอายในร้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ก่อนจะค่อยๆ ลืมตามขึ้น แล้วก็ยิ้มเมื่อสายตาจับภาพได้ว่าใครมายืนอยู่ตรงหน้า...

“นึกว่ากลับไปรอที่บ้านแล้วซะอีก” ดงอุนส่ายหน้า ก้าวขามายืนชิดข้างกายของคนรัก แล้วก้มลงจรดปลายจมูกกับแก้มเนียนที่ผู้หญิงหลายคนอิจฉา...

“ว่าจะรอกลับพร้อมพี่ รออยู่ที่รถแต่ไม่เห็นออกไปสักทีเลยเข้ามาตาม”

“ปล่อยเวลาไว้ตั้งนานนะกว่าจะเข้ามาน่ะ” เด็กหนุ่มยิ้มนั่งลงที่เก้าอี้ แล้วเกยคางกับไหล่ของพ่อเจ้าของร้านหน้าสวย

“คิดว่าพี่อาจจะอยากใช้เวลาคนเดียวในร้านสักพักน่ะครับ”

“รู้ใจพี่มากขึ้นทุกวันนะ”

“เพราะผมเป็นคนที่นั่งอยู่ในใจของพี่ไง” ดงอุนพูดแล้วก็หัวเราะเมื่อคนรักยกมือขึ้นมาบีบจมูกโด่งของตัวเองเบาๆ

“เยอะนะ” ฮยอนซึงไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั่น นอกจากนั่งมองไปรอบๆ ร้าน และดงอุนก็ไม่คิดจะกวน เด็กหนุ่มเพียงแค่นั่งพิงไหล่ของหนุ่มหน้าสวยเงียบๆ เท่านั้น

“พี่คงคิดถึงที่นี่น่าดู”

“ไม่คิดถึงสิแปลก... ผมไม่ได้ย้ำคิดย้ำทำนะครับ... แต่พี่คิดดีแล้วจริงๆ เหรอ?” ฮยอนซึงพยักหน้า

“พี่จะรอให้เรื่องของจุนฮยองดีขึ้นอีกสักนิด...แต่ถ้าดูแล้วมันจะนานเกินไป พี่คงจะต้องคุยกับหมอนั่นแต่เนิ่นๆ” ดงอุนพยักหน้าเข้าใจ

“แล้วน้องชายของจุนฮยองเขา...โอเคหรือเปล่าครับ” ฮยอนซึงถอนหายใจ...

“วันก่อนเพิ่งมีโอกาสได้ไปเยี่ยมแล้วก็ได้คุยกับหมอน่ะ  ทางนั้นไม่อยากจะยื้อไว้เท่าไหร่นัก เพราะถึงจุนซองจะนอนหลับอยู่ แต่ร่างกายของเขาก็ทรุดโทรมลง ถึงจะดูแลดีแค่ไหน...ก็คงอีกไม่นาน”

“แล้วทำไมจุนฮยอง?” ฮยอนซึงเอียงใบหน้ามาซบกับศีรษะของดงอุน

“มันเป็นเรื่องของจิตใจน่ะ หมอนั่นคงแย่ถ้าเสียน้องชายไปอีกคน”

“แล้วจุนฮยองเขารู้เรื่องที่หมอพูดกับพี่มั้ย?”

“พี่ว่าคงรู้แต่ยอมรับไม่ได้...หมอนั่นยึดติดกับครอบครัว ยอมทำทุกอย่าง น่านับถือนะ” ดงอุนพยักหน้า ก่อนจะโอบแขนรอบเอวของร่างโปร่ง...

“ถ้าเรื่องของจุนฮยองเคลียร์ได้...แล้วพี่ล่ะ” ฮยอนซึงมองไปรอบร้านเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้... ก่อนจะยิ้มอ่อนๆ แล้วหันมานั่งมองใบหน้าของดงอุนตรงๆ

สองมือรั้งเอามือของเด็กหนุ่มมาจับไว้ ก่อนจะปล่อยข้างหนึ่งแล้วยกฝ่ายมือขึ้นประคองใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่าย...

“จากที่นี่ไปบ้านเกิดพี่น่ะไม่ไกลหรอกนะ ว่างจากงานนายก็ไปหาพี่ได้....”

“ผมใจหาย...ผมเจอพี่ครั้งแรกที่นี่ หลงรักพี่แทบตาย จีบก็ยาก แต่พอคบกันพี่ก็จะไป”

“บอกแล้วไง...ไปไม่ไกล” ดงอุนพยักหน้า...

“ผมคงคิดถึงพี่ คิดถึงร้าน”

“พี่ก็คิดถึง”

“ใครครับ”

“ร้าน”

“พี่!!!” ดงอุนแผดเสียง ก็ดูเขาทำ...พอจะทำซึ้งก็ทำซะเรื่องเสีย หนุ่มน้อยค้อนให้ควับๆ อย่างน่ารักขัดกับหน้าตา ก่อนจะอมยิ้มเมื่ออีกฝ่ายงอนง้อด้วยริมฝีปากนุ่มๆ ที่ข้างแก้ม...

“พี่ผูกพันกับร้านมากทำไมพี่จะไม่ใจหายล่ะ ถ้าจะปิดตัวลงน่ะ แต่มันก็ไม่ใช่วันสองวันนี้ ยังมีเวลาอีกหลายเดือนกว่าที่จะปิดตัวจริงๆ”

“ผมเข้าใจ...แล้วผมล่ะ? ก็พอรู้นะครับว่าไม่ได้ผูกพันอะไรเหมือนกับร้าน แต่เรากุ๊กกิ๊กกันอยู่น้า” ฮยอนซึงหัวเราะเบาๆ

“พี่รักนาย แค่นี้ก็ไม่รู้เหรอว่าจะเป็นยังไง” ดงอุนเขินจัด ความร้อนมันพุ่งมาที่หน้า อยากจะยกมือปิดหน้าจริงๆ แต่ก็ทำได้แค่ข้างเดียว เพราะอีกข้างถูกอีกฝ่ายจับจองอยู่...

เจอคำพูตรงๆ อย่างนี้ไม่เขินสิ...ตายด้าน

“ทำงานก็ตั้งใจให้มากล่ะ จะได้มีคนไว้วางใจปล่อยให้มีเวลาว่างมากๆ เราจะได้มีเวลาให้กันมากกว่านี้” ดงอุนยิ้มเขิน...

ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่า...แต่ตลอดเวลาสิ่งที่ดงอุนต้องการใช่ที่ฮยอนซึงผู้หยิ่งทะนงคนนี้ร้องขอเวลากับเขาหรือเปล่านะ?

ถ้าใช่เขาก็คงจะสมหวังแล้ว แต่ถ้าไม่ใช่ ตอนนี้โคตรจะกำไรเลย...

“แหม...นานทีพี่จะอ้อนแบบนี้นะ งั้นผมใจอ่อนนิดหนึ่งก็ได้...เดี๋ยวยอมจุ๊บด้วยนะ ในเกมส์น่ะ แห้วมาหลายทีละนี่” ดงอุนว่าอย่างเป็นต่อ ก่อนจะหน้าหงายเพราะโดนอีกฝ่ายดันหน้าผากอย่างหมั่นไส้

“นายในเกมส์น่ะไม่น่ารักเหมือนตัวจริงเลยนะ ให้ตาย เล่นตัวล่ะที่หนึ่ง เจ่าเล่ห์ก็แชมป์โลก ชิ่งนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย” ฮยอนซึงบ่นกับดงอุนที่เป็นตัวเกมส์ เล่นมาเป็นชาติตอนนี้ยอมไปเดทกับเขาแค่ครั้งเดียว แถมไม่มีอะไรไปมากกว่าจับมือด้วย...

ร้ายจริงๆ

“แหม...นิดหนึ่งสิ ยังไงก็อยู่ก่อนแต่งอยู่แล้ว ในนั้นให้ผมเล่นตัวบ้างอะไรบ้างเหอะครับพี่...” เด็กหนุ่มพูดอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะนั่งจ้องตากับคนรักแล้วเงียบ... 

ปล่อยให้วินาทีแห่งห้วงเวลาผ่านไปช้าๆ เหมือนกับจังหวะหัวใจทีเต้นอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ปล่อยปล่อยความรู้สึกให้ไหลเวียนอบอวนในหัวใจ แต่รับรู้ได้ผ่านสายตาของทั้งสองฝ่ายว่า... 

ความรักหมุนเวียนอยู่รอบกาย... 

แม้จะไม่ได้มากมาย...แต่กลับรายล้อมอุ่นไอในหัวใจตลอดเวลา... 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

............................................................ 

...ถ้าเลี้ยวซ้ายคือหอพักของตัวเอง แต่ถ้าเลี้ยวขวาคือหอพักของร่างสูงที่ยืนรอคำตอบจากปากของเขาอยู่...แต่นั่นมันสำคัญน้อยกว่าประเด็นหลักที่มีร์กำลังขบคิดอยู่จนหัวแทบแตก...

อยู่ห้องคนเดียว สมาธิจะมาก มีเวลาท่องได้ศัพท์อิ้งนรกแตกพวกนี้ได้อีกเยอะ แต่...ไม่ได้กอดซังฮยอนหลายวันแล้วนะ...

แต่ถ้าไปห้องของอีกฝ่าย หรือให้อีกฝ่ายมาที่ห้องของตัวเอง สมาธิก็จะลดลงและ...ก็ใช่ว่าจะได้ลวนลามสุดที่รักยิ่งที่ไหน ระวังตัวอย่างกับเป็นแม่หญิงแห่งแผ่นดินปานนั้น...

ไอ้มีร์เครียดครับ...อยากอุ้งอิ้งกับแฟนนนน

วิ่งไปกรี๊ดใส่หน้าคิม คีบอมสักทีแล้วบังคับให้หมอนั่นไปหายาเลิฟมาให้สักเม็ดสองเม็ดดีมั้ย ฮึ้ย!

“เอาไงมีร์? ห้องใคร?”

“ห้องใครห้องมัน” ประโยคนี้หลุดออกมาหลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่งอย่างปลงตก ยังไงก็ไม่ได้แอ้มถ้าสอบอิ้งได้ต่ำกว่ามีนของชั้นปี...ซึ่งบังชอลยง...ร่วงมาสองปีซ้อนแล้ว...

ก็อย่างที่ดงอุนว่านั่นแหละ ใครบอกให้แม่เขาคลอดเขาออกมาหน้าตาดีแต่ดันลืมเอาสมองส่วนที่ใช้จำเรื่องฉลาดๆของภาษาอังกฤษมาด้วยล่ะ

รู้ตัวว่าโง่แต่อย่ามาย้ำน้า (แม่เห็นนู๋ย้ำกับตัวเองตลอดอะ)

มีร์โบกมือให้ซังฮยอนโดยไม่มีการเอ่ยลาอะไรใดๆ ทั้งนั้น มันไม่จำเป็นหรอก ไม่ใช่ช่วงหวานแหววของความรักสักหน่อย ไอ้โปรโมชั่นเลิฟจัดๆ น่ะมันหมดไปตั้งแต่คบกันไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำ อย่าหวังอะไรมากเลย

ยิ่งหลังๆ ต้องเตรียมตัวสอบ ต้องทำงานส่ง ไหนจะงานที่ร้านอีก มีร์น่ะไม่เท่าไหร่ เพราะชอบเอาเวลาที่ดงอุนซื้อไปแวบทำงานส่งได้ตลอด แต่อีกคนนี่สิ ต้องทำงานตลอด ไหนจะเข้าเรียนทุกวัน ไหนจะ สารพัดสิ่งอย่างที่ต้องทำ...เวลาอยู่ด้วยกันก็น้อย...

สอบเสร็จเมื่อไหร่มียันเช้าแน่ คอยดูดิ...

มีร์คิดไปเดินไปปากท่องศัพท์ที่พยายามจำมาตลอดทั้งวันเป็นเพื่อนท่ามกลางเส้นทางที่มืดสลัวและเงียบเหงา... แต่เดี๋ยวนะ...

มีคนเดินตามปะวะ...

มีร์คิดก่อนจะหยุดเดิน นิ่ง แล้วเริ่มเดินอีก ก่อนจะหยุด...นิ่ง แล้วเดินต่อ...

แว๊ดดดดด...ผมโดนโรคจิตเดินตาม!!!

เท่านั้นแหละกระต่ายก็ตื่นตูมเบ้อเริ่ม พ่อคนขี้ตกใจจ้ำพรวดๆไปข้าหน้าสุดฝีเท้าแต่ไม่ถึงสิบเมตรหรอกนะหน้าก็แทบหงาย เพราะโดน “คนโรคจิต”ดึงคอเสื้อจากด้านหลัง...

“โรคจิต!!!”

“มีร์!!” เสียงเรียกนั้นทำเอาคนที่งอตัวหลับตาปี๋นิ่ง จากนั้นก็ลืมตาพรึบหันมาจ้องหน้า “โรคจิต”ที่ตัวเองตะโกนออกไปสุดเสียงนั้น...

ขอยกมือถาม...

ถ้าสโตรกเกอร์หน้าตาอย่างกับเทพบุตรอวตารตัวเองมาอยู่ตรงหน้า...และเทพบุตรคนนั้นคือ ปาร์ค ซังฮยอน... คุณยอมให้มีสโตรกเกอร์ตามคุณปะ?

แต่ความจริงแล้วมีร์ก็ถามไปอย่างนั้นแหละ เพราะดูจากสถานการณ์แล้ว คนอย่างปาร์ค ซังฮยอนนี่จะไปตามใครได้อีก ในเมื่อรักและหลงเขาปานนี้อะนะ...

ดังนั้นที่ถามตะกี้ไม่ต้องตอบนะ...

“ซังฮยอน”

“ไม่ใช่โรคจิตแล้วเหรอ” น้ำเสียงเย็นๆ ของอีกฝ่ายทำเอาพ่อหนุ่มขี้โวยวายยิ้มแหย่ๆ ก่อนจะเ